• คำอธิบายและการวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ

ชื่อย่อหุ้น : ASK
ราคาล่าสุด : 23.50 บาท
เปลี่ยนแปลง :  -0.10 -0.42%
ปริมาณซื้อขาย (หุ้น) :      65,000
วันก่อนหน้า
23.60
ราคาเปิด
23.50
ช่วงราคาใน 52 สัปดาห์
21.20
ช่วงราคาใน 52 สัปดาห์
26.25
ปรับปรุงเมื่อ: 18 กันยายน 2561 16:38
Refresh for Real-time Quote
นักลงทุนสัมพันธ์ > ข้อมูลทางการเงิน > คำอธิบายและการวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ
   

ภาพรวมของฐานะการเงินและผลการดำเนินงานที่ผ่านมา

สำหรับผลประกอบการของบริษัทและบริษัทย่อย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 มีสินทรัพย์รวมจำนวน 33,999.19 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 31,706.54 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2559 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.23 เป็นผลมาจากการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อ ในขณะที่การให้สินเชื่อในปี 2560 มีจำนวน 19,371.87 ล้านบาท ลดลงจาก 20,090.72 ล้านบาท ในปี 2559 หรือลดลงร้อยละ 3.58

สำหรับหนี้สินรวม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 มีจำนวน 29,168.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 27,128.20 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2559 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.52

ส่วนของผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 มีจำนวน 4,830.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 4,578.34 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2559 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.52 ซึ่งเป็นผลมาจากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นส่งผลให้กำไรสะสมของบริษัทและบริษัทย่อยเพิ่มขึ้น โดยมีทุนชำระแล้วจำนวน 1,759.48 ล้านบาท และมีกำไรสะสมเท่ากับ 2,351.82 ล้านบาท

รายได้รวมในปี 2560 มีจำนวน 2,933.36 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 2,815.93 ล้านบาท ในปี 2559 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.17 เป็นผลมาจากการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อ โดยมีรายได้หลักจากการให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อ คิดเป็นร้อยละ 82.34 ของรายได้รวมในปี 2560 และคิดเป็นร้อยละ 81.89 ของรายได้รวมในปี 2559 และรองลงมาเป็นรายได้จากการซื้อสิทธิเรียกร้อง (บริการแฟคตอริ่ง) คิดเป็นร้อยละ 1.73 ของรายได้รวมในปี 2560 และร้อยละ 3.15 ของรายได้รวมในปี 2559 และรายได้จากสัญญาเช่าการเงิน (ให้บริการสินเชื่อลีสซิ่ง) คิดเป็นร้อยละ 1.58 ของรายได้รวมในปี 2560 และร้อยละ 2.31 ของรายได้รวมในปี 2559 และรายได้อื่น เช่น รายได้ดอกเบี้ยจากการให้กู้ยืม รายได้ค่าปรับล่าช้า รายได้จากการแนะนำลูกค้าเกี่ยวกับประกันภัย เป็นต้น คิดเป็นร้อยละ 14.35 ของรายได้รวมในปี 2560 และร้อยละ 12.65 ของรายได้รวมในปี 2559

สำหรับค่าใช้จ่ายรวม (รวมหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ ค่าใช้จ่ายทางการเงิน และภาษีเงินได้นิติบุคคล) ในปี 2560 มีจำนวน 2,188.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 2,109.24 ล้านบาท ในปี 2559 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.75 โดยมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร คิดเป็นร้อยละ 35.53 ของค่าใช้จ่ายรวมในปี 2560 และร้อยละ 34.98 ของค่าใช้จ่ายรวมในปี 2559 หนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญคิดเป็นร้อยละ 21.19 ของค่าใช้จ่ายรวมในปี 2560 และร้อยละ 18.00 ของค่าใช้จ่ายรวมในปี 2559 ค่าใช้จ่ายทางการเงิน คิดเป็นร้อยละ 35.28 ของค่าใช้จ่ายรวมในปี 2560 และร้อยละ 39.38 ของค่าใช้จ่ายรวมในปี 2559 และภาษีเงินได้นิติบุคคล คิดเป็นร้อยละ 8.01 ของค่าใช้จ่ายรวมในปี 2560 และร้อยละ 7.64 ของค่าใช้จ่ายรวมในปี 2559

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ในปี 2560 มีจำนวน 777.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 737.72 ล้านบาท ในปี 2559 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.38 สำหรับค่าใช้จ่ายทางการเงินในปี 2560 มีจำนวน 771.95 ล้านบาท ลดลงจาก 830.63 ล้านบาท ในปี 2559 หรือลดลงร้อยละ 7.06 เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมลดลง ในขณะที่ปริมาณเงินกู้ยืมมีจำนวนมากขึ้นจากการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อ

กำไรสำหรับปี 2560 มีจำนวน 745.04 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 706.68 ล้านบาท ในปี 2559 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.43สำหรับอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ในปี 2560 เท่ากับร้อยละ 25.40 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากในปี 2559 ที่เท่ากับร้อยละ 25.10 และอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (Return on Equity) ณ สิ้นปี 2560 เท่ากับร้อยละ 16.19 ใกล้เคียงกับ ณ สิ้นปี 2559 ที่ร้อยละ 16.16

พอร์ตสินเชื่อ ก่อนการหักค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ในปี 2560 มีจำนวน 33,724.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 31,671.29ล้านบาท ในปี 2559 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.48 ในขณะที่สัดส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ณ สิ้นปี 2560 เท่ากับร้อยละ 2.51 ของพอร์ตสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.96 ของพอร์ตสินเชื่อรวม ณ สิ้นปี 2559 แต่ยังสะท้อนให้เห็นคุณภาพของสินทรัพย์ของบริษัทและบริษัทย่อยอยู่ในเกณฑ์ที่ดี สำหรับอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) เท่ากับร้อยละ 99.00 ณ สิ้นปี 2560 ลดลงจากร้อยละ 109.47 ณ สิ้นปี 2559

ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของแต่ละกลุ่มธุรกิจ

รายได้

รายได้รวมของบริษัทและบริษัทย่อยในปี 2558 - 2560 มีจำนวน 2,722.11 ล้านบาท 2,815.93 ล้านบาท และ 2,933.36 ล้านบาท ตามลำดับ โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากรายได้ดอกผลเช่าซื้อ นอกจากนั้นเป็นรายได้จากการซื้อสิทธิเรียกร้อง รายได้จากสัญญาเช่าการเงิน และรายได้อื่น เช่น รายได้ดอกเบี้ยจากการให้กู้ยืม รายได้ค่าปรับล่าช้า รายได้จากการแนะนำลูกค้าเกี่ยวกับประกันภัย เป็นต้น รายละเอียดมีดังนี้

รายได้จากดอกผลเช่าซื้อ

รายได้จากดอกผลเช่าซื้อในปี 2558- 2560 มีจำนวน 2,218.63 ล้านบาท 2,305.92 ล้านบาท และ 2,415.40 ล้านบาท ตามลำดับ โดยในปี 2559 เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.93 จากปี 2558 และปี 2560 เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.75 จากปี 2559 การเพิ่มขึ้นในปี 2559 เป็นผลมาจากการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อ ในขณะที่ยอดลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อก่อนหักค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ (ไม่รวมลูกหนี้ตามคำพิพากษา) ณ สิ้นปี 2558 - 2560 เท่ากับ 27,932.84 ล้านบาท 29,734.63 ล้านบาท และ 32,044.34 ล้านบาท ตามลำดับ ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้จากดอกผลเช่าซื้อในปี 2558 - 2560 คิดเป็นร้อยละ 81.50 ร้อยละ 81.89 และร้อยละ 82.34 ของรายได้รวมของบริษัทและบริษัทย่อย ตามลำดับ

รายได้จากการซื้อสิทธิเรียกร้อง

รายได้จากการซื้อสิทธิเรียกร้องจากการให้บริการสินเชื่อแฟคตอริ่งของบริษัทย่อย (BGPL) โดยในปี 2558 – 2560 มีจำนวน 109.66 ล้านบาท 88.74 ล้านบาท และ 50.62 ล้านบาท ตามลำดับ โดยในปี 2559 ลดลงร้อยละ 19.08 จากปี 2558 และปี 2560 ลดลงร้อยละ 42.96 จากปี 2559 การลดลงของรายได้จากซื้อสิทธิเรียกร้องเป็นผลมาจากการลดลงของพอร์ตสินเชื่อการซื้อสิทธิเรียกร้อง เนื่องจาก BGPL มีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ในขณะที่ยอดลูกหนี้จากการซื้อสิทธิเรียกร้องก่อนหักค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ (ไม่รวมลูกหนี้ตามคำพิพากษา) ณ สิ้นปี 2558 – 2560 เท่ากับ 1,072.43 ล้านบาท 790.90 ล้านบาท และ 487.93 ล้านบาท ตามลำดับ ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้จากการซื้อสิทธิเรียกร้องในปี 2558 - 2560 คิดเป็นร้อยละ 4.03ร้อยละ 3.15 และร้อยละ 1.73 ของรายได้รวมของบริษัทและบริษัทย่อย ตามลำดับ

รายได้จากสัญญาเช่าการเงิน

รายได้จากสัญญาเช่าการเงินของบริษัทย่อย (BGPL)ในปี 2558 – 2560 มีจำนวน 78.77 ล้านบาท 65.00 ล้านบาท และ 46.37 ล้านบาท ตามลำดับ โดยในปี 2559 ลดลงร้อยละ 17.48 จากปี 2558 และปี 2560 ลดลงร้อยละ 28.66 จากปี 2559 เป็นผลมาจากการลดลงของพอร์ตสินเชื่อสัญญาเช่าทางการเงิน เนื่องจาก BGPL มีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นซึ่งยอดลูกหนี้ตามสัญญาเช่าการเงินก่อนหักค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ (ไม่รวมลูกหนี้ตามคำพิพากษา) ณ สิ้นปี 2558 – 2560 เท่ากับ 842.03 ล้านบาท 709.37 ล้านบาท และ 511.26 ล้านบาท ตามลำดับ ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้จากสัญญาเช่าการเงินในปี 2558 - 2560 คิดเป็นร้อยละ 2.89 ร้อยละ 2.31 และร้อยละ 1.58 ของรายได้รวมของบริษัทและบริษัทย่อย ตามลำดับ

รายได้อื่น

รายได้อื่นของบริษัท ได้แก่ รายได้ดอกเบี้ยจากการให้กู้ยืม รายได้ค่าปรับล่าช้า รายได้จากการแนะนำลูกค้าเกี่ยวกับประกันภัย เป็นต้น รายได้อื่นของบริษัทและบริษัทย่อยในปี 2558 – 2560 มีจำนวน 315.04 ล้านบาท 356.27 ล้านบาท และ 420.97 ล้านบาท ตามลำดับ โดยในปี 2559 เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.09 จากปี 2558 และปี 2560 เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.16 จากปี 2559 ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากรายได้จากการแนะนำลูกค้าเกี่ยวกับประกันภัยเพิ่มขึ้น ตามปริมาณการปล่อยสินเชื่อใหม่ โดยในปี 2558 – 2560 มีจำนวน 167.45 ล้านบาท 168.46 ล้านบาท และ 190.23 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.60 ในปี 2559 และร้อยละ 12.92 ในปี 2560 ตามลำดับ การเพิ่มขึ้นของรายได้จากการแนะนำลูกค้าเกี่ยวกับประกันภัยเนื่องจากบริษัทขยายพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อรถบรรทุกเพิ่มมากขึ้น และได้ดำเนินการจัดตั้งบริษัท เอสเค อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจนายหน้าประกันภัย

ค่าใช้จ่าย

ค่าใช้จ่ายรวม (รวมหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ ค่าใช้จ่ายทางการเงิน และค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้) ของบริษัทและบริษัทย่อยในปี 2558 – 2560 มีจำนวน 2,041.49 ล้านบาท 2,109.24 ล้านบาท และ 2,188.31 ล้านบาท ตามลำดับ โดยในปี 2559 เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.32 จากปี 2558 และปี 2560 เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.75 จากปี 2559 ค่าใช้จ่ายรวมส่วนใหญ่ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร รองลงมาเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงิน หนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ และภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารของบริษัทและบริษัทย่อยในปี 2558 - 2560 มีจำนวน 694.40 ล้านบาท 737.72 ล้านบาท และ 777.41 ล้านบาท ตามลำดับ โดยในปี 2559 เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.24 จากปี 2558 และปี 2560 เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.38 จากปี 2559 ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารส่วนใหญ่เป็นไปตามพอร์ตสินเชื่อที่ขยายตัวของบริษัท ซึ่งสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารในปี 2558 – 2560 เท่ากับร้อยละ 34.01 ร้อยละ 34.98 และร้อยละ 35.53 ของค่าใช้จ่ายรวม ตามลำดับ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารส่วนใหญ่ ประกอบด้วย เงินเดือน โบนัส และค่าใช้จ่ายพนักงาน

หนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ

ค่าใช้จ่ายหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญของบริษัทและบริษัทย่อย (BGPL) ในปี 2558 – 2560 มีจำนวน 270.01ล้านบาท 379.79ล้านบาท และ 463.78 ล้านบาท ตามลำดับ โดยในปี 2559 เพิ่มขึ้นร้อยละ 40.66 จากปี 2558 และปี 2560 เพิ่มขึ้นร้อยละ 22.11 จากปี 2559 โดยการเพิ่มขึ้นในปี 2559 เป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจของไทยที่ชะลอตัวลง แม้ว่าในปี 2560 เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัว แต่ยังคงส่งผลต่อเนื่องทั้งนี้ บริษัทมีอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อที่หยุดรับรู้รายได้ต่อสินเชื่อรวม ในปี 2558 - 2560 เท่ากับร้อยละ 1.70 ร้อยละ 1.96 และร้อยละ 2.51 ตามลำดับ ซึ่งยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 13.23 ร้อยละ 18.00 และร้อยละ 21.19 ของค่าใช้จ่ายรวมในปี 2558 - 2560 ตามลำดับ

ค่าใช้จ่ายทางการเงิน

ค่าใช้จ่ายทางการเงินถือเป็นต้นทุนหลักในการดำเนินธุรกิจของบริษัท ซึ่งประกอบด้วย ดอกเบี้ยจ่าย และค่าธรรมเนียมจากการค้ำประกัน ค่าใช้จ่ายทางการเงินของบริษัทและบริษัทย่อยในปี 2558 – 2560 มีจำนวน 903.98 ล้านบาท 830.63 ล้านบาท และ 771.95 ล้านบาท ตามลำดับ โดยในปี 2559 ลดลงร้อยละ 8.11 จากปี 2558 และปี 2560 ลดลงร้อยละ 7.06 จากปี 2559 เป็นผลมาจากอัตราดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง ในขณะที่มีปริมาณเงินกู้ยืมมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยในปี 2558 - 2560ค่าใช้จ่ายทางการเงินมีสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 44.28 ร้อยละ 39.38 และร้อยละ 35.28 ของค่าใช้จ่ายรวม ตามลำดับ

ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้

ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ของบริษัทและบริษัทย่อยในปี 2558- 2560 มีจำนวน 173.10ล้านบาท 161.10ล้านบาท และ 175.18 ล้านบาท ตามลำดับ โดยในปี 2559 ลดลงร้อยละ 6.93 จากปี 2558 เนื่องจากบริษัทย่อย (BGPL) ได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีและในปี 2560 เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.74 จากปี 2559โดยในปี 2558 – 2560 ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้มีสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 8.48 ร้อยละ 7.64 และร้อยละ 8.01 ของค่าใช้จ่ายรวม ตามลำดับ

กำไรเบ็ดเสร็จรวม

กำไรสำหรับปี 2558 – 2560 ของบริษัทและบริษัทย่อย มีจำนวน 680.61 ล้านบาท 706.68 ล้านบาท และ 745.04 ล้านบาท ตามลำดับ โดยในปี 2559 เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.83 จากปี 2558 และปี 2560 เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.43 จากปี 2559 ทั้งนี้ อัตราส่วนกำไรสุทธิของบริษัทในปี 2558 – 2560 เท่ากับร้อยละ 25.00 ร้อยละ 25.10 และร้อยละ 25.40 ตามลำดับ สำหรับกำไรต่อหุ้นถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักในปี 2558 – 2560 เท่ากับ 1.93 บาทต่อหุ้น 2.01 บาทต่อหุ้น และ 2.12 บาทต่อหุ้น ตามลำดับ

บริษัทและบริษัทย่อยมีความสามารถในการรักษาระดับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยได้อย่างเหมาะสม แม้ว่าจะมีการแข่งขันด้านดอกเบี้ยที่รุนแรงในตลาด นอกจากนี้บริษัทและบริษัทย่อยยังให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) เน้นรักษาคุณภาพสินเชื่อดูแลสัดส่วนระหว่างยอดสินเชื่อรถยนต์ใหม่และรถยนต์ใช้แล้ว โดยเน้นการให้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ประเภทที่ให้ผลตอบแทนสูงในขณะที่ความเสี่ยงยังอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เช่น รถยนต์ใช้แล้ว รถยนต์เพื่อการพาณิชย์มากกว่ารถยนต์ส่วนบุคคล สำหรับสินเชื่อลีสซิ่งและแฟคตอริ่ง บริษัทย่อยมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยรับไม่ให้ต่ำเกินไป แต่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งขันในตลาดได้

การวิเคราะห์ฐานะการเงิน

สินทรัพย์

สินทรัพย์รวมของบริษัทและบริษัทย่อย ณ สิ้นปี 2558 - 2560 มีจำนวน 30,249.48 ล้านบาท 31,706.54 ล้านบาท และ 33,999.19 ล้านบาท ตามลำดับ โดย ณ สิ้นปี 2559 เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.82 จากสิ้นปี 2558 และ ณ สิ้นปี 2560 เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.23 จากสิ้นปี 2559 โดยสินทรัพย์รวมที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นผลมาจากการขยายตัวของลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อ (สุทธิจากการหักค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ) ซึ่งเป็นสินทรัพย์หลักของบริษัทและบริษัทย่อย โดยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 90.95 ร้อยละ 92.03 และร้อยละ 92.20 ของสินทรัพย์รวม ณ สิ้นปี 2558- 2560 ตามลำดับ ทั้งนี้ สินทรัพย์หลักของบริษัทและบริษัทย่อย สรุปได้ดังนี้

ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อ

ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อ (ภายหลังหักค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ) ของบริษัทและบริษัทย่อย (BGPL) ณ สิ้นปี 2558- 2560 มีจำนวน 27,510.87 ล้านบาท 29,179.86 ล้านบาท และ 31,347.37 ล้านบาท ตามลำดับ โดย ณ สิ้นปี 2559 เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.07 จากสิ้นปี 2558 และสิ้นปี 2560 เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.43 จากสิ้นปี 2559 ซึ่งลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นผลมาจากการขยายตัวพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อของบริษัทและบริษัทย่อย

ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าการเงิน

ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าการเงิน (ภายหลังหักค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ) ของบริษัทย่อย (BGPL) ณ สิ้นปี 2558 - 2560 มีจำนวน 815.83 ล้านบาท 682.68 ล้านบาท และ 471.55 ล้านบาท ตามลำดับ โดย ณ สิ้นปี 2559 ลดลงร้อยละ 16.32 จากสิ้นปี 2558และ ณ สิ้นปี 2560 ลดลงร้อยละ 30.93 จากสิ้นปี 2559 เป็นผลมาจากลูกค้าบางรายของบริษัทย่อยได้จ่ายคืนหนี้ทั้งจำนวนก่อนครบกำหนด และลูกค้าเลือกทำสินเชื่อเช่าซื้อแทนสินเชื่อสัญญาเช่าทางการเงินจึงส่งผลให้ยอดลูกหนี้จากสัญญาเช่าทางการเงินลดลง รวมทั้งความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของบริษัทย่อย

ลูกหนี้จากการซื้อสิทธิเรียกร้อง

ลูกหนี้จากการซื้อสิทธิเรียกร้อง (ภายหลังหักค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ) ของบริษัทย่อย (BGPL) ณ สิ้นปี 2558 - 2560 มีจำนวน 1,029.30 ล้านบาท 697.84 ล้านบาท และ 395.54 ล้านบาท ตามลำดับ โดย ณ สิ้นปี 2559 ลดลงร้อยละ 32.20 จากสิ้นปี 2558 และสิ้นปี 2560 ลดลงร้อยละ 43.32 จากสิ้นปี 2559 เป็นผลมาจากการชะลอตัวของการขยายพอร์ตธุรกิจ และความเข้มงวดมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อของบริษัทย่อย

คุณภาพลูกหนี้ของบริษัทและบริษัทย่อย

บริษัทและบริษัทย่อย (BGPL) มีการจัดชั้นลูกหนี้ตามสถานะของลูกหนี้แต่ละราย ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่บริษัทและบริษัทย่อยกำหนดขึ้นเพื่อประเมินคุณภาพของลูกหนี้ แนวทางการจัดชั้นลูกหนี้ตามสถานะของลูกหนี้ดังกล่าวใช้เพื่อประเมินและบริหารภายในบริษัทเท่านั้น เพื่อประโยชน์ในการเปรียบเทียบ บริษัทและบริษัทย่อยจึงได้จัดทำรายละเอียดเกี่ยวกับลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อและลูกหนี้ตามสัญญาเช่าการเงินแบ่งตามอายุลูกหนี้ที่ค้างชำระในลักษณะเดียวกับบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน ดังนี้

ตารางแสดงลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อคงเหลือของบริษัทและบริษัทย่อย (BGPL) แบ่งตามอายุลูกหนี้ที่ค้างชำระ ณ 31 ธันวาคม 2560

อายุหนี้ค้างชำระ
มูลค่าลูกหนี้ (ล้านบาท)
ร้อยละ
ลูกหนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระ 28,616.76 89.30
ลูกหนี้ค้างชำระ 1 - 3 งวด 2,360.44 7.37
ลูกหนี้ค้างชำระ 4 - 6 งวด 291.43 0.91
ลูกหนี้ค้างชำระ 7 - 12 งวด 244.07 0.76
ลูกหนี้ค้างชำระเกินกว่า 12 งวดขึ้นไป 531.64 1.66
รวม* 32,044.34 100.00
หักค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 696.97  
ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อสุทธิ 31,347.37  

หมายเหตุ: * ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อ คำนวณจากลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อหลังหักดอกผลเช่าซื้อที่ยังไม่ถือเป็นรายได้ ก่อนหักค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ

เมื่อพิจารณาจากตารางข้างต้น ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อของบริษัทและบริษัทย่อย ณ สิ้นปี 2560 ส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้ปกติและลูกหนี้ค้างชำระไม่เกิน 3 งวด เท่ากับ 30,977.20 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 96.67 ของลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อรวม บริษัทและบริษัทย่อยมีระบบการควบคุมและติดตามหนี้ที่รัดกุมและมีประสิทธิภาพ โดยการจัดเจ้าหน้าที่ดูแลและควบคุมการชำระเงินของลูกค้าแต่ละรายอย่างใกล้ชิด ซึ่งหากลูกหนี้มีการค้างชำระ เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบจะติดตามทวงถามทันที

ตารางแสดงลูกหนี้ตามสัญญาเช่าการเงินคงเหลือของบริษัทย่อย (BGPL) แบ่งตามอายุลูกหนี้ที่ค้างชำระ ณ 31 ธันวาคม 2560

อายุหนี้ค้างชำระ มูลค่าลูกหนี้ (ล้านบาท)
ร้อยละ
ลูกหนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระ 474.03 92.72
ลูกหนี้ค้างชำระ 1 - 3 งวด 9.40 1.84
ลูกหนี้ค้างชำระ 4 - 6 งวด 1.81 0.35
ลูกหนี้ค้างชำระ 7 - 12 งวด - -
ลูกหนี้ค้างชำระเกินกว่า 12 งวดขึ้นไป 26.03 5.09
รวม* 511.26 100.00
หักค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 39.71  
ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าการเงินสุทธิ 471.55  

หมายเหตุ: * ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าทางการเงิน คำนวณจากลูกหนี้ตามสัญญาเช่าการเงินหลังหักดอกเบี้ยที่ยังไม่ถือเป็นรายได้ ก่อนหักค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ

เมื่อพิจารณาจากตารางข้างต้น ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าการเงินของบริษัทย่อย ณ สิ้นปี 2560 ส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้ปกติและลูกหนี้ค้างชำระไม่เกิน 3 งวด เท่ากับ 483.42 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 94.56 ของลูกหนี้ตามสัญญาเช่าการเงินรวม

ตารางแสดงลูกหนี้จากการซื้อสิทธิเรียกร้องของบริษัทย่อย (BGPL) แบ่งตามอายุลูกหนี้ที่ค้างชำระ ณ 31 ธันวาคม 2560

อายุหนี้ค้างชำระ มูลค่าลูกหนี้ (ล้านบาท)
ร้อยละ
ลูกหนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระ 348.99 71.52
ลูกหนี้ค้างชำระ 1 - 3 งวด 46.55 9.54
ลูกหนี้ค้างชำระ 4 - 6 งวด - -
ลูกหนี้ค้างชำระ 7 - 12 งวด - -
ลูกหนี้ค้างชำระเกินกว่า 12 เดือน ขึ้นไป 92.39 18.94
รวม 487.93 100.00
หักค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 92.39  
ลูกหนี้จากการซื้อสิทธิเรียกร้องสุทธิ 395.54  

เมื่อพิจารณาจากตารางข้างต้น ลูกหนี้จากการซื้อสิทธิเรียกร้องของบริษัทย่อย ณ สิ้นปี 2560 ส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้ปกติและลูกหนี้ค้างชำระไม่เกิน 3 เดือน เท่ากับ 395.54 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 81.06 ของลูกหนี้จากการซื้อสิทธิเรียกร้องรวม

ความเพียงพอของการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญของบริษัทและบริษัทย่อย

จากการที่บริษัทและบริษัทย่อย (BGPL) มีประสิทธิภาพที่ดีในการจัดเก็บหนี้ ขนาดพอร์ตสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นและผลจากการตัดหนี้สูญ สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ณ สิ้นปี 2560 มีจำนวนเท่ากับ 845.79 ล้านบาท หรือเท่ากับร้อยละ 2.51 ของยอดลูกหนี้รวม (ก่อนหักค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ) นอกจากนี้อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) อยู่ในอัตราร้อยละ 99.00 สะท้อนให้เห็นถึงความเพียงพอของการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญของบริษัทและบริษัทย่อย

ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ และสินทรัพย์ไม่มีตัวตน

ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ และสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ได้แก่ โปรแกรมคอมพิวเตอร์) ของบริษัทและบริษัทย่อย ณ สิ้นปี 2558 – 2560 มีจำนวน 153.09 ล้านบาท 153.06 ล้านบาท และ 141.48 ล้านบาท ตามลำดับ โดย ณ สิ้นปี 2560 ลดลงร้อยละ 7.57 จากสิ้นปี 2559 ส่วนใหญ่เป็นการลดลงของมูลค่าอาคาร เครื่องตกแต่งและเครื่องใช้สำนักงาน และสินทรัพย์ไม่มีตัวตน ตามการตัดค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย

สินทรัพย์รอการขาย

สินทรัพย์รอการขายของบริษัทและบริษัทย่อย (BGPL) ได้แก่ รถยนต์และเครื่องจักรที่ยึดคืนจากลูกหนี้ตามสัญญา เนื่องจากการผิดนัดชำระหนี้ โดย ณ สิ้นปี 2558- 2560 มีจำนวน 39.27 ล้านบาท 43.82 ล้านบาท และ 120.00 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่ง ณ สิ้นปี 2558 - 2560 มีจำนวนทรัพย์สินที่ยึดคืนคงเหลือจำนวน 83 ราย 71 ราย และ 150ราย ตามลำดับ โดยเมื่อเปรียบเทียบจำนวนสินทรัพย์รอการขายถือได้ว่าเป็นจำนวนน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนสัญญาคงเหลือ ณ สิ้นปี 2558 - 2560 ที่มีจำนวน 44,779 สัญญา 45,334 สัญญา และ 46,307 สัญญา ตามลำดับ ซึ่งเป็นผลมาจากบริษัทและบริษัทย่อยมีระบบการควบคุมและติดตามหนี้ที่มีประสิทธิภาพ และมีการให้สินเชื่อแก่ทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องสูง เมื่อมีการนำออกเสนอขายจึงสามารถขายได้รวดเร็ว

หนี้สินรวม

หนี้สินรวมของบริษัทและบริษัทย่อย ณ สิ้นปี 2558 – 2560 มีจำนวน 25,902.49 ล้านบาท 27,128.20 ล้านบาท และ 29,168.28 ล้านบาท ตามลำดับ โดย ณ สิ้นปี 2559 เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.73 จาก ณ สิ้นปี 2558 และสิ้นปี 2560 เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.52 จากสิ้นปี 2559 โดยการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมเพื่อรองรับการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น

ตารางแสดงรายละเอียดหนี้สินรวมของบริษัทและบริษัทย่อย

ประเภทเงินกู้ยืม ณ 31 ธันวาคม (หน่วย : ล้านบาท)
2558 ร้อยละ 2559 ร้อยละ 2560 ร้อยละ
เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากธนาคาร 4,518.97 17.45 5,225.41 19.26 5,038.00 17.27
-   เงินเบิกเกินบัญชีและ เงินกู้ยืมจากธนาคารที่เกี่ยวข้องกัน 304.97 1.18 1.41 0.01 - -
-   เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมจากธนาคารอื่น 4,214.00 16.27 5,224.00 19.25 5,038.00 17.27
เงินกู้ยืมระยะยาวจากกิจการที่เกี่ยวข้องกันที่ถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปี 2,000.00 7.72 0 0 800 2.74
เงินกู้ยืมระยะยาวจากธนาคารที่ถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปี 3,100.00 11.97 3,050.00 11.24 2,450.00 8.4
หุ้นกู้ชนิดไม่มีประกันที่ถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปี 2,224.24 8.59 2,899.51 10.69 1,339.83 4.59
หุ้นกู้ชนิดไม่มีประกันระยะสั้นอื่น 3,593.82 13.87 5,339.79 19.68 7,549.72 25.88
เงินกู้ยืมระยะสั้นอื่น 1,666.02 6.43 60.93 0.22 - -
เงินกู้ยืมระยะสั้นรวม 17,103.04 66.03 16,575.64 61.09 17,177.55 58.89
เงินกู้ยืมระยะยาวจากกิจการที่เกี่ยวข้องกัน-สุทธิจากส่วนที่ถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปี 800 3.09 2,800.00 10.32 2,000.00 6.86
เงินกู้ยืมระยะยาวจากธนาคาร-สุทธิจากส่วนที่ถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปี 3,700.00 14.28 3,850.00 14.19 5,495.94 18.84
หุ้นกู้ชนิดไม่มีประกัน-สุทธิจากส่วนที่ถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปี 3,598.10 13.89 3,123.37 11.51 3,642.65 12.49
เงินกู้ยืมระยะยาวรวม 8,098.10 31.26 9,773.37 36.02 11,138.59 38.19
เงินกู้ยืมรวม 25,201.14 97.29 26,349.01 97.11 28,316.14 97.08
หนี้สินอื่น /1 701.35 2.71 779.19 2.89 852.14 2.92
หนี้สินรวม 25,902.49 100 27,128.20 100 29,168.28 100

ที่มา : งบการเงินรวมของบริษัท เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) ตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชี สำหรับปี 2558- 2560

หมายเหตุ: 1/หนี้สินอื่น ประกอบด้วย เจ้าหนี้กิจการที่เกี่ยวข้องกัน ภาษีเงินได้ค้างจ่าย หนี้สินหมุนเวียนอื่น เงินวางประกันการเช่า และสำรองผลประโยชน์ระยะยาวของพนักงาน

บริษัทและบริษัทย่อยมีเงินกู้ยืมระยะสั้น (รวมเงินกู้ระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระใน 1 ปี) ณ สิ้นปี 2558 - 2560 จำนวน 17,103.04 ล้านบาท 16,575.64 ล้านบาท และ 17,177.55 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งมีสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 66.03 ร้อยละ 61.09และร้อยละ 58.89 ของหนี้สินรวม ณ สิ้นปี 2558 - 2560 ตามลำดับ

บริษัทได้มีการกระจายแหล่งเงินทุนไปยังตลาดเงินและตลาดทุน โดยการออกตราสารหนี้ให้แก่นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ และบริษัทจะพิจารณาดำรงสัดส่วนเงินกู้ยืมระยะสั้นต่อเงินกู้ยืมระยะยาวในสัดส่วนที่เหมาะสมตามสถานการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้บริษัทและบริษัทย่อยสามารถบริหารต้นทุนทางการเงินและความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับเงินกู้ยืม (ทั้งระยะสั้นและระยะยาว) ของบริษัทและบริษัทย่อยมาจากเงินกู้ยืมจากกิจการ และสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องกัน ณ สิ้นปี 2558- 2560 มีจำนวน 3,104.97 ล้านบาท 2,801.41 ล้านบาท และ 2,800.00 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งมีสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 11.99 ร้อยละ 10.33 และร้อยละ 9.60 ของหนี้สินรวม ณ สิ้นปี 2558 - 2560 ตามลำดับ

อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทและบริษัทย่อย ณ สิ้นปี 2558 - 2560 เท่ากับ 5.96 เท่า 5.93 เท่า และ 6.04 เท่า ตามลำดับ

ส่วนของผู้ถือหุ้น

ส่วนผู้ถือหุ้นของบริษัทและบริษัทย่อย ณ สิ้นปี 2558 – 2560 มีจำนวน 4,346.99 ล้านบาท 4,578.34 ล้านบาท และ 4,830.91 ล้านบาท ตามลำดับ การเพิ่มขึ้นในปี 2558 -2560 เป็นผลมาจากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นส่งผลให้กำไรสะสมของบริษัทและบริษัทย่อยที่เพิ่มมากขึ้น และมีกำไรสะสมในปี 2560 เท่ากับ 2,351.82 ล้านบาท

อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (Return on Equity) ในปี 2558 – 2560 เท่ากับร้อยละ 16.41 ร้อยละ 16.16 และร้อยละ 16.19 ตามลำดับ

สภาพคล่อง

กำหนดการจ่ายชำระคืนเงินกู้จากยอดเงินกู้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 และเงินค่างวดที่คาดว่าจะได้รับในช่วงระยะเวลาต่างๆ สามารถสรุปได้ดังนี้

ระยะเวลา กำหนดชำระคืนหนี้เงินกู้ยืม
(ล้านบาท)
ค่างวดที่จะได้รับชำระจากลูกหนี้
(ล้านบาท)
ภายใน 1 ปี 17,178.00 14,840.95
เกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี 4,985.00 10,542.80
เกินกว่า 2 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี 6,160.00 6,885.57
เกินกว่า 3 ปี - 4,523.01
ลูกหนี้หยุดรับรู้รายได้ - 926.00
รวม 28,323.00 37,718.33

หมายเหตุ: * ตั๋วแลกเงินแสดงด้วยราคาตามมูลค่าหน้าตั๋ว และหุ้นกู้แสดงด้วยมูลค่าตามที่ระบุในใบหุ้น

จากส่วนต่างระหว่างค่างวดที่จะได้รับชำระภายใน 1 ปี และกำหนดชำระคืนเงินกู้ยืมภายใน 1 ปี จำนวน 2,337.05 ล้านบาท ข้างต้น ส่วนใหญ่จะเป็นเงินกู้ยืมระยะยาวและหุ้นกู้ชนิดไม่มีประกันที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี จำนวน 3,789.83 ล้านบาทสิ่งเหล่านี้ไม่มีผลกระทบกับบริษัทและบริษัทย่อยเนื่องจากอดีตที่ผ่านมา บริษัทและบริษัทย่อยจัดว่าเป็นลูกค้าชั้นดีของสถาบันการเงินต่างๆ ซึ่งไม่เคยถูกเรียกคืนเงินกู้ก่อนกำหนดมาโดยตลอดแม้ในช่วงภาวะวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นเงินกู้ยืมระยะยาวเมื่อถึงกำหนดชำระคืนบริษัทสามารถต่อสัญญาเงินกู้ต่อไปได้เสมอมา

นอกจากนี้ บริษัทและบริษัทย่อยยังมีวงเงินสินเชื่อคงเหลือจากสถาบันการเงินอีกประมาณ 7,592.00 ล้านบาท ไว้สำรอง ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือและความเพียงพอของสถานะทางการเงินของบริษัทและบริษัทย่อย อย่างไรก็ตาม บริษัทและบริษัทย่อยยังคงปรับปรุงโครงสร้างแหล่งที่มาของเงินทุนให้เหมาะสมขึ้น โดยจะปรับเปลี่ยนสัดส่วนเงินกู้ยืมระยะสั้นต่อเงินกู้ยืมระยะยาวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมตามสถานการณ์แนวโน้มของอัตราดอกเบี้ย รวมถึงการกระจายความเสี่ยงในเรื่องของแหล่งเงินทุนแหล่งใหม่นอกจากเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินโดย ผ่านตลาดตราสารหนี้และตลาดตราสารทุนเพื่อที่จะสามารถบริหารต้นทุนทางการเงินและบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กระแสเงินสด

บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรก่อนภาษีในปี 2558 - 2560 จำนวน 853.72 ล้านบาท 867.79 ล้านบาท และ 920.22ล้านบาท ตามลำดับ เมื่อรวมกับรายการค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่เงินสดและการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์และหนี้สินหมุนเวียนอื่นๆ ทำให้บริษัทและบริษัทย่อยมีเงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมดำเนินงานในปี 2558- 2560 มีจำนวน 41.62 ล้านบาท 663.19 ล้านบาท และ 1,255.35 ล้านบาท ตามลำดับ เป็นผลมาจากการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อโดยรวมของบริษัทและบริษัทย่อย ทำให้กระแสเงินสดเพื่อการขยายตัวของลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อของบริษัทและบริษัทย่อยในปี 2558 - 2560 มีจำนวนเพิ่มขึ้น 803.80 ล้านบาท 1,800.40 ล้านบาท และ 2,362.84 ล้านบาท ตามลำดับ สำหรับกระแสเงินสดเพื่อการขยายตัวของลูกหนี้จากการซื้อสิทธิเรียกร้องในปี 2558 - 2560 มีจำนวนเพิ่มขึ้น 5.53 ล้านบาท ลดลง 281.10 ล้านบาท และลดลง 302.97 ล้านบาท ตามลำดับ และกระแสเงินสดเพื่อการขยายตัวของลูกหนี้ตามสัญญาเช่าการเงินในปี 2558 - 2560 มีจำนวนลดลง 36.82 ล้านบาท ลดลง 132.52 ล้านบาท และลดลง 197.65 ล้านบาท ตามลำดับ

เงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมการลงทุนของบริษัทและบริษัทย่อยในปี 2558 - 2560 มีจำนวน 72.98 ล้านบาท 26.01 ล้านบาท และ 14.92 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่บริษัทและบริษัทย่อยมีการลงทุนซื้อที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ โดยในปี 2558 - 2560 มีจำนวน 64.76 ล้านบาท 27.15 ล้านบาท และ 15.72 ล้านบาท ตามลำดับ และมีการลงทุนสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (ระบบสารสนเทศ) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน จำนวน 4.18 ล้านบาท 1.04 ล้านบาท และ 1.18 ล้านบาท ตามลำดับ

นอกจากนี้ มีเงินสดสุทธิได้มาจากการจัดหาเงินของบริษัทและบริษัทย่อยในปี 2558 - 2560 มีจำนวน 90.75 ล้านบาท 670.20 ล้านบาท และ 1,480.52 ล้านบาท ตามลำดับ