ชื่อย่อหุ้น : ASK
ราคาล่าสุด : 22.10 บาท
เปลี่ยนแปลง :  +0.20 0.91%
ปริมาณซื้อขาย (หุ้น) :      87,800
วันก่อนหน้า
21.90
ราคาเปิด
21.90
ช่วงราคาใน 52 สัปดาห์
20.50
ช่วงราคาใน 52 สัปดาห์
26.25
ปรับปรุงเมื่อ: 22 มิถุนายน 2561 16:38
Refresh for Real-time Quote
นักลงทุนสัมพันธ์ > ข้อมูลบริษัท > สาส์นจากประธานกรรมการ
   

คณะกรรมการบริษัทมีความยินดีที่จะเสนอรายงานประจำปี และงบการเงินที่ตรวจสอบแล้วของบริษัทและบริษัทย่อย สำหรับรอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560

สภาพเศรษฐกิจและภาวะอุตสาหกรรมปี 2560

เศรษฐกิจไทยในปี 2560 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) มีอัตราการขยายตัวร้อยละ 3.8 ซึ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2559 ที่มีอัตราการขยายตัวร้อยละ 3.2 โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักคือ การส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุนภาคเอกชน การส่งออกในปี 2560 มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับปี 2559 ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่สูงที่สุดในรอบระยะเวลา 6 ปี อันเป็นผลมาจากสภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม การขาดความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและหนี้ภาคครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้การใช้จ่ายภายในประเทศยังคงชะลอตัว ในส่วนของนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คงอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงที่ร้อยละ 1.50 ตลอดทั้งปีเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซา

สำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ ยอดจำหน่ายรถยนต์ใหม่ในปี 2560 มีจำนวน 871,650 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.38 จากปี 2559 ที่มีจำนวน 768,788 คัน อันเป็นผลมาจากการสิ้นสุดโครงการรถคันแรกและโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ ในขณะที่รถเพื่อการพาณิชย์ที่ไม่ใช่รถกระบะ 1 ตัน มียอดจำหน่ายในปี 2560 จำนวน 101,118 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.63 จากปี 2559 ที่มียอดจำหน่าย 94,834 คัน จากการลงทุนภาคเอกชน

การที่ SMEs ยังคงขาดความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจในอนาคต ส่งผลให้ธุรกิจลีสซิ่งและแฟคตอริ่งชะลอตัว เนื่องจากเกิดการชะลอการลงทุนในเครื่องจักร อุปกรณ์ และความต้องการในเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มเติม

ผลประกอบการปี 2560

สำหรับผลประกอบการของบริษัทและบริษัทย่อย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 มีสินทรัพย์รวมจำนวน 33,999 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.23 จากจำนวน 31,707 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2559 เป็นผลมาจากการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อของธุรกิจ ขณะที่ยอดการให้สินเชื่อในปี 2560 มีจำนวน 19,372 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3.58 จากจำนวน 20,091 ล้านบาทในปี 2559 ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มแฟคตอริ่งอันเป็นลูกหนี้ระยะสั้น

สำหรับหนี้สินรวม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 มีจำนวน 29,168 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.52 จากจำนวน 27,128 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2559 เพื่อสนับสนุนการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อ ส่วนของผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 มีจำนวน 4,831 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.52 จากจำนวน 4,578 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2559 ซึ่งเป็นผลมาจากกำไรสุทธิที่เพิ่มมากขึ้นของบริษัทและบริษัทย่อย โดยมีทุนชำระแล้วจำนวน 1,759 ล้านบาทและมีกำไรสะสมเท่ากับ 2,352 ล้านบาท

รายได้รวมในปี 2560 มีจำนวน 2,933 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.17 จากจำนวน 2,816 ล้านบาท ในปี 2559 ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อ ค่าใช้จ่ายทางการเงินในปี 2560 มีจำนวน 772 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 7.06 จาก 831 ล้านบาท ในปี 2559 เนื่องจากความสามารถในการลดอัตราดอกเบี้ยกู้ยืม ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในปี 2560 มีจำนวน 1,241 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.07 จาก 1,118 ล้านบาท ในปี 2559 จากการเพิ่มขึ้นของรายการสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรสำหรับปี 2560 เท่ากับ 745 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.43 จากจำนวน 707 ล้านบาท ในปี 2559

พอร์ตสินเชื่อในปี 2560 มีจำนวน 33,742 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.48 จาก 31,671 ล้านบาทในปี 2559 จากการเติบโตของธุรกิจ สัดส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ณ สิ้นปี 2560 เท่ากับร้อยละ 2.51 ของพอร์ตสินเชื่อรวม และมีอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) เท่ากับร้อยละ 99 สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพของสินทรัพย์ของบริษัทและบริษัทย่อยที่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

การกำกับดูแลกิจการและความรับผิดชอบต่อสังคม

คณะกรรมการบริษัทตระหนักถึงความสำคัญของการกำกับดูแลกิจการที่ดี และความรับผิดชอบต่อสังคม จึงส่งเสริมให้บริษัทมีการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล มีความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ตลอดจนประโยชน์ในระยะยาวต่อผู้ถือหุ้น ผู้ลงทุน ผู้มีส่วนได้เสีย สังคม และสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ บริษัทเข้าร่วมโครงการกิจกรรมพัฒนาสังคม โดยมอบทุนการศึกษาให้กับเด็กนักเรียน ในปี 2560 บริษัทได้รับการผลการประเมินคุณภาพการจัดประชุม AGM เท่ากับ 98.00 คะแนน ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้ลงทุนไทย ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ทั้งนี้บริษัทยังได้รับการประเมินการกำกับดูแลกิจการในระดับ “ดีมาก” ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 6 ปี จากการประเมินของสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับการรับรองให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต

แนวโน้มธุรกิจและกลยุทธ์ปี 2561

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของประเทศไทยในปี 2561 คาดว่าจะขยายตัวในอัตราร้อยละ 3.9 – 4.2 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 2560 โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากภาครัฐ คือ โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง และโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor, EEC) ขณะที่ปัจจัยสนับสนุนอีกด้านหนึ่งมาจากการท่องเที่ยวที่ขยายตัวต่อเนื่อง ในส่วนของการบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นตามราคาผลิตผลทางการเกษตร นอกจากนี้ คาดว่าการส่งออกจะมีอัตราการเติบโตที่ร้อยละ 4 – 6 จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ราคาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น และการเติบโตของการค้าตามแนวชายแดน AEC

สำหรับยอดขายรถยนต์ในประเทศในปี 2561 คาดว่าจะมีจำนวน 900,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มียอดขาย 871,650 คัน จากกำลังซื้อที่เพิ่มสูงขึ้นหลังจากสิ้นสุดโครงการรถคันแรก และจากการที่รัฐบาลยังคงเร่งเบิกจ่ายในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ อันทำให้เกิดความต้องการเพิ่มขึ้นในกลุ่มพาหนะ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้าง รวมไปถึงพาหนะที่ต้องใช้ในการขนส่งที่เกี่ยวข้อง อันจะส่งผลดีต่อธุรกิจเช่าซื้อและลีสซิ่ง

บริษัทยังคงเตรียมการเพื่อรองรับโอกาสจากการค้าชายแดนของ AEC โดยเราได้ทำการขยายตลาดผ่านการเปิดสาขาใหม่ไปยังจังหวัดที่เป็นประตูชายแดนตามเขตแนวประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม CLMV เพื่อคว้าโอกาสจากการเติบโตด้านการขนส่งที่เชื่อมโยงการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน ขณะเดียวกันบริษัทยังคงแสวงหาโอกาสในการเติบโตของธุรกิจจากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐ

สุดท้ายนี้ คณะกรรมการบริษัทขอขอบคุณท่านผู้ถือหุ้น ลูกค้า รวมถึงเจ้าหนี้และพนักงานทุกท่านที่ร่วมกันสนับสนุนและให้ความเชื่อมั่นบริษัทเสมอมา



ในนามของคณะกรรมการบริษัท


(ดร. อำนวย วีรวรรณ)
ประธานกิตติมศักดิ์

(นายจุน ลอง โล)
ประธานกรรมการ